สตีฟ แม็คคลาเรน ต้องพบจุดจบที่เขาไม่เคยคิดว่าจะเกิดขึ้นอีกครั้งในชีวิตโค้ช หลังนำทีมชาติจาเมกาเสมอ เคอร์ราเซา 0-0 ส่งให้คู่แข่งกลายเป็นชาติที่เล็กที่สุดที่ได้ไปฟุตบอลโลก และในทางกลับกันทำให้ “เรกเก้ บอยซ์” ล้มเหลวอย่างหนักในรอบคัดเลือก
18 ปีหลังจากเคยโดนปลดจากตำแหน่งกุนซือทีมชาติอังกฤษเพราะพลาดตั๋วไปยูโร 2008—เขาไม่คิดว่าจะต้องเจ็บปวดแบบนั้นอีกครั้ง แต่ภาพในอุโมงค์สนาม Kingston National Stadium กลับราวกับย้อนเวลา
แม็คคลาเรนยืนยันการลาออกด้วยความสง่างาม แม้ภายในใจคือความผิดหวังอย่างรุนแรง
กุนซือวัย 64 กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า
“ตลอด 18 เดือนที่ผ่านมา ผมทุ่มทุกอย่างที่มีให้กับงานนี้
การได้เป็นโค้ชทีมชาติจาเมกาคือหนึ่งในเกียรติยศสูงสุดในอาชีพของผม
แต่ฟุตบอลวัดกันที่ผลลัพธ์—และคืนนี้เราล้มเหลวในการบรรลุเป้าหมาย”
เขายืนยันว่าการก้าวลงคือสิ่งที่ผู้นำต้องทำเมื่อทีมต้องการ “พลังใหม่ เสียงใหม่ และมุมมองใหม่”
ทว่าเบื้องหลังคำพูดนิ่งสงบนั้น—คือบาดแผลใหญ่ในอาชีพกุนซือของเขาอย่างแท้จริง
เหตุผลที่แม็คคลาเรนเลือกคุมจาเมกาหลังออกจากแมนฯ ยูไนเต็ดในปี 2024 คือ
แต่ทุกอย่างกลับพลาดหมดรูป
แม็คคลาเรนบอกว่า:
“ฟุตบอลคอนคาเคฟไม่เหมือนที่ไหน ผมต้องเรียนรู้ทุกอย่างใหม่ และมันหนักมาก”
แฟนบอล 30,000 คนแน่นสนามในคิงส์ตัน เสียงเชียร์–แตร–วูวูเซล่าดังกึกก้อง แต่ทีมกลับเล่นฝืด
ช่วงทดเจ็บ VAR ปฏิเสธจุดโทษที่แฟนบอลคิดว่า “ช่วยได้แน่นอน”
แม้มีคำปลุกใจจาก ยูเซน โบลต์ ก่อนเกมก็ไม่ช่วยให้ทีมสร้างปาฏิหาริย์
จาเมกาต้องไปเล่นมินิทัวร์นาเมนต์ 6 ทีมที่เม็กซิโก
เส้นทางนี้ยาวไกลและยากกว่าที่ควรจะเป็นมาก
