ลิเวอร์พูลชนะเพียง 1 จาก 6 นัด – เกิดอะไรขึ้นกับทีมแชมป์เก่าที่เริ่มสะดุด?
หลังออกสตาร์ตฤดูกาลอย่างสดใส เจ้าของแชมป์พรีเมียร์ลีกอย่างลิเวอร์พูลตอนนี้กลับร่วงลงมาอยู่อันดับ 8 หลังผ่านไป 11 เกม
ในช่วง 6 นัดหลัง ลิเวอร์พูลเก็บได้เพียง 3 คะแนน – แย่กว่าเกือบทุกทีม โดยมีเพียงวูล์ฟส์ ทีมบ๊วยเท่านั้นที่เก็บได้น้อยกว่า
ทั้งที่ซัมเมอร์ที่ผ่านมา “หงส์แดง” เสริมทัพไปกว่า 400 ล้านปอนด์ พร้อมดึงซูเปอร์สตาร์เข้าร่วมทีม แล้วสาเหตุทางแท็กติกอะไรที่ทำให้ผลงานสะดุด?
1) ลิเวอร์พูลสร้างเกมจากแดนหลังลำบากขึ้น
จุดเริ่มของปัญหาหลายอย่างมาจากจังหวะบิวด์อัปเกมหลังบ้าน
หลังจาก เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ย้ายไปเรอัล มาดริด และ อลิสซอน เบ็คเกอร์ เจ็บยาว 6 สัปดาห์ แนวรับลิเวอร์พูลต้องเล่นแบบใหม่
ผู้รักษาประตูถนัดเท้าคนละข้าง = บิวด์อัปเปลี่ยนไป
ผู้รักษาประตูตัวใหม่ จอร์จี้ มามาร์ดาชวิลี ถนัดเท้าซ้าย ซึ่งส่งผลต่อมุมการจ่ายบอลและรูปแบบเกมที่ทีมเคยชินกับอลิสซอนและเคลเลเฮอร์ที่ถนัดเท้าขวา
- อลิสซันจะเปิดบอลไปฝั่ง ฟาน ไดค์ ได้ถนัด
- มามาร์ดาชวิลีส่งบอลง่ายไปทางขวา ทำให้บอลไหลไปที่ โกนาเต้ และแบ็กขวาอย่าง แบรดลีย์/ฟริมปง
คู่แข่งจึงจับทางได้ง่าย กดดันฝั่งขวาของลิเวอร์พูลจนพังทลายบ่อยครั้ง
2) ไม่มีเทรนต์ = บอลทางขวาแก้เพรสไม่ได้
คู่แข่งบีบเพรสฝั่งซ้ายตัดทางไปฟาน ไดค์ บังคับให้ลิเวอร์พูลขึ้นเกมทางขวา
แต่ปัญหาคือ ขาดนักเตะที่แก้เพรสในพื้นที่แคบได้ดีเหมือนเทรนต์ ทั้งการใช้ สองเท้า และการจ่ายบอลเสี่ยงทะลุช่อง
ทำให้ฝั่งขวา “ตัน” และเสียบอลง่ายขึ้น
ผู้เล่นใหม่อย่าง มิลอช เคอร์เคส เองก็ยังมีปัญหาเรื่องการปิดบังมุมจ่ายบอล ขณะที่แบรดลีย์มักเร่งจังหวะเร็วเกินจนไม่สามารถชะลอเกมเพื่อหนีเพรสได้
ผลคือ:
- เกมบิวด์อัปเร็วเกินไป
- คุณภาพการจ่ายบอลลดลง
- เสียบอลบ่อย
- ครองเกมยาว ๆ ไม่ได้
3) ทำไม “ซาลาห์” เล่นไม่ออกเหมือนซีซั่นก่อน?
ซีซั่นที่แล้วฝั่งขวาของลิเวอร์พูลโหดมาก:
ซาลาห์ – โซบอสซไล – เทรนต์
เทรนต์มีบทบาทสำคัญเพราะยืน สูงและยืนในพื้นที่มิดฟิลด์ด้านใน ทำให้:
- กองกลางคู่แข่งต้องถอยลง
- เปิดช่องให้ โกนาเต้ → ซาลาห์ จ่ายบอลได้ง่าย
- ซาลาห์รับบอลได้แบบหันหน้าเล่นใส่แบ็กคู่แข่ง
ซึ่งเป็นจังหวะที่เขาถนัดที่สุด
ปีนี้ = ไม่มีพื้นที่ให้ซาลาห์หันเล่น
เพราะแบ็กไม่เติมเข้าใน
→ กองกลางคู่แข่งไม่ต้องถอย
→ ช่องส่งบอลหายไป
→ ซาลาห์ถูกกดหลัง ไม่สามารถหมุนตัวเล่นได้
บอลเสียง่าย + ทำเกมรุกฝั่งขวาตัน + เปลี่ยนจาก “อันตราย” เป็น “ไร้พิษสง”
4) แผนเพรสซิ่งใหม่ของสล็อทสร้างปัญหาให้ทีม
โพสต์-คล็อปป์ ลิเวอร์พูลไม่เพรสซิ่งแบบเดิมอีกแล้ว
สล็อทใช้การยืนแบบ 4-2-4 ในเวลาตั้งรับ
โดยมีคอนเซ็ปต์ “plus one” คือแนวรับต้องมีจำนวนมากกว่าจำนวนผู้เล่นตัวรุกของคู่แข่ง 1 คนเสมอ
ผลกระทบ:
- มีนักเตะ ตัวสูงน้อยกว่า ในการไล่บีบแดนบน
- โดนคู่แข่งต่อบอลผ่านง่ายขึ้น
- คู่แข่งมี “ตัวสบาย” ในพื้นที่ด้านข้างบ่อยมาก
ตัวอย่างเช่นเกมกับเชลซี ที่คูคูเรลย่าได้รับบอลในพื้นที่โล่ง ๆ เพราะลิเวอร์พูลกันคนไว้ด้านหลังมากเกิน
ด้านดี = ปลอดภัยหลังบ้าน
ด้านเสีย = เพรสไม่ถึงหน้า ทำให้คู่แข่งตั้งเกมง่าย
5) ดิลเลม่าใหญ่: จะบีบสูงหรือจะยืนนิ่ง?
ในเกมชนะอาร์เซน่อล สล็อทเริ่มด้วยระบบ plus-one ทำให้ปืนใหญ่มีตัวเหนือกว่าในการบิวด์อัป
ลิเวอร์พูลถูกกดจนหายใจไม่ทั่วท้องในครึ่งแรก
ครึ่งหลังสล็อทแก้เกมให้โซบอสซไลไล่เพรสคาลาฟิโอรีแบบตัวต่อตัว
→ ลิเวอร์พูลกลับมาคุมเกมได้
แต่การยืนแมน-ทู-แมนคือสิ่งที่สล็อท “ไม่ชอบทำ” ซึ่งทำให้ทีมยังแกว่งเพราะลังเลในแนวทาง
6) ไม่ใช่แค่แท็กติก – ปัจจัยเมนทัลก็หนัก
นอกจากเรื่องเกมและแท็กติก ยังมีเรื่องสำคัญมาก:
การเสียชีวิตของ ดิโอโก้ โชต้า
เหตุการณ์นี้ส่งผลต่อสภาพจิตใจของนักเตะและทีมงานมหาศาล
สล็อทเองก็ยอมรับว่านี่คือหนึ่งในสาเหตุที่ทีมสภาพจิตใจไม่พร้อมเต็มร้อย
รวมถึง:
- ปัญหาเกมรับบอลยาว
- เสียประตูจากลูกตั้งเตะมากขึ้น
- ตัวใหม่ยังไม่จูนเข้ากับระบบ
