แรงกดดันเริ่มมา! แฟนลิเวอร์พูลตั้งคำถามถึงสลอตหลังผลงานสะดุด
ลิเวอร์พูลเริ่มต้นฤดูกาลได้อย่างแข็งแกร่งด้วยการชนะ 5 นัดติดต่อกัน
แต่หลังจากนั้นพวกเขากลับ ไม่ชนะในพรีเมียร์ลีกมานานกว่า 1 เดือน
ล่าสุดทีมร่วงไปอยู่อันดับ 7 ของตาราง
ตามหลังจ่าฝูงอย่าง อาร์เซนอล ถึง 7 คะแนน
และเพิ่ง ตกรอบคาราบาวคัพ หลังแพ้คาบ้านต่อ คริสตัล พาเลซ 0-3 เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา
โดยในช่วง 7 เกมหลังสุดรวมทุกรายการ ลิเวอร์พูลแพ้ไปถึง 6 นัด
ซึ่งถือเป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่สลอตเข้ามารับตำแหน่ง
BBC Sport เปิดเสียงแฟนบอล: เกิดอะไรขึ้นกับลิเวอร์พูล?
BBC Sport ได้สัมภาษณ์แฟนบอลลิเวอร์พูลหลายราย เพื่อหาคำตอบว่า
เกิดอะไรขึ้นกับทีมในปีนี้ และพวกเขารู้สึกอย่างไรกับ “อาร์เน่ สลอต”
แฟนบอลส่วนหนึ่งยังคงให้การสนับสนุนกุนซือชาวดัตช์รายนี้
โดยเชื่อว่าเป็นเพียง “ช่วงฟอร์มตก” ที่สามารถพลิกกลับมาได้
ขณะที่อีกฝ่ายเริ่ม “หมดความอดทน” และตั้งคำถามถึงการจัดการทีม
รวมถึงการเลือกผู้เล่นของสลอตในเกมที่พ่ายพาเลซอย่างหมดรูป
จุดเปลี่ยนหรือแค่ช่วงสะดุด?
แม้สลอตจะยังมีเครดิตจากการพาทีมคว้าแชมป์ในซีซั่นแรก
แต่กระแสความไม่พอใจเริ่มก่อตัวขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะหลังความพ่ายแพ้ล่าสุด
หลายคนมองว่านี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของแรงกดดันที่แท้จริง
ขณะที่สื่ออังกฤษหลายสำนักเริ่มพูดถึง “ความเปราะบาง” ของลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้
สลอตจะสามารถพาทีมกลับมาสู่เส้นทางลุ้นแชมป์ได้หรือไม่?
หรือจะกลายเป็นอีกหนึ่งกุนซือที่ถูกแรงกดดันจากเดอะ ค็อปกลืนกินในที่สุด?
"เรากำลังเริ่มหมดความอดทน"
การเลือกตัวผู้เล่นของ อาร์เน่ สลอต ในนัดพ่าย คริสตัล พาเลซ ศึกคาราบาวคัพ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ได้ก่อให้เกิดการถกเถียงครั้งใหญ่ในหมู่แฟนลิเวอร์พูล
เขาเปลี่ยนตัวผู้เล่นถึง 10 คน จากเกมล่าสุดของลิเวอร์พูล ให้โอกาสนักเตะ เดบิวต์ 2 คน และส่ง ผู้เล่นวัยรุ่น 3 คน ลงสนามเป็นตัวจริง พร้อมกับมีอีก 5 คนอยู่บนม้านั่งสำรอง
นักเตะตัวหลักอย่าง เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค, อิบราฮิมา โกนาเต้, โดมินิก โซบอสไล, โคดี้ กัคโป, ฟลอเรียน เวิร์ตซ์, โมฮาเหม็ด ซาลาห์ และ ฮูโก้ เอคิทิเก้ ต่างไม่อยู่ในทีม ทำให้ “หงส์แดง” ตกรอบแบบไร้เรี่ยวแรงในรายการที่พวกเขาเคยคว้าแชมป์ถึงสองครั้งในสี่ฤดูกาลหลังสุด
แอบิเกล รัดคิน แฟนลิเวอร์พูลให้สัมภาษณ์กับ BBC Sport ว่าเธอรู้สึกผิดหวังกับการตัดสินใจของสลอต
“ระหว่างเดินไปสนามเมื่อคืน ฉันกับพ่อเห็นรายชื่อนักเตะแล้วก็พูดกันเลยว่า ‘เขาโยนถ้วยนี้ทิ้งไปแล้วแน่ๆ’
ฉันเข้าใจนะว่าเรากำลังแพ้ติดๆ กัน แต่คุณต้องหาทางเอาความมั่นใจและสปิริตแห่งชัยชนะกลับมาให้ได้”
“เรากำลังเริ่มหมดความอดทน ตอนนี้ฐานแฟนบอลมันแยกเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งในโลกออนไลน์ที่อยากให้เขาโดนไล่ออก ส่วนอีกฝั่งคือพวกเราที่ไปดูเกมจริงๆ ซึ่งก็เริ่มเบื่อกับฟอร์มแพ้ๆ แต่ก็ยังพยายามอดทน เพราะเรายังรู้สึกขอบคุณกับสิ่งที่เขาทำให้ทีมเมื่อฤดูกาลก่อน หลังจากตอนนั้นทุกคนคิดว่าทีมคงล่มสลายไปแล้วเมื่อไม่มีเจอร์เก้น คล็อปป์”
จอร์แดน แชมเบอร์เลน จากเพจ Empire of the Kop กล่าวเสริมว่า เขาจะให้อภัยสลอตกับการจัดทีมแบบนั้น หากลิเวอร์พูลสามารถชนะ แอสตัน วิลล่า ได้ในวันเสาร์
“นั่นคือเกมที่สำคัญจริงๆ จากนั้นก็มีมาดริดกับแมนฯ ซิตี้ ถ้าเราได้ผลการแข่งขันที่แย่สามเกมติด สลอตจะถูกกดดันอย่างแท้จริง”
“แต่จะให้เขาถูกปลดเพราะเกมที่เขาส่งนักเตะที่แฟนบอลแทบไม่รู้จักลงเล่น มันก็ดูเกินไปหน่อย”
“สลอตทำได้ไม่ดีจริง และมีการตัดสินใจทางแท็กติกที่แย่มากหลายครั้งซึ่งจำกัดศักยภาพของผู้เล่นหลัก และทำให้ทีมเปิดพื้นที่มากเกินไป เราก็มีโชคร้ายและพลาดโอกาสเยอะ แต่นี่คือฟุตบอล — เขาสมควรได้รับเวลาในการแก้ไข และผมยังเชื่อว่าเขาจะทำได้”
แฟนบอลอีกคนหนึ่งชื่อ ไรอัน ก็เห็นด้วยว่ามัน “เร็วเกินไป” ที่จะพูดถึงการปลดสลอต แต่ก็ชี้ว่าผู้เล่นเองก็ต้องรับผิดชอบบางส่วนเช่นกัน
“เราไม่ได้กลายเป็นทีมที่แย่ในชั่วข้ามคืน แต่สลอตก็ต้องช่วยตัวเองด้วยการตัดสินใจที่ดีกว่านี้ — นั่นคือสิ่งที่เขาควบคุมได้”
“ลิเวอร์พูลมีแนวทางบริหารที่ต่างจากทีมอื่น และผมไม่คิดว่าพวกเขาจะปลดเขากับทีมสตาฟฟ์เร็วขนาดนั้น แต่สุดท้ายผลการแข่งขันคือสิ่งสำคัญ ถ้ามันไม่ดีขึ้นในเร็วๆ นี้ ทุกคนก็รู้ดีว่ามันจะจบแบบไหน”
“นักเตะเองก็ต้องลุกขึ้นมารับผิดชอบบ้าง ไม่ใช่โยนทุกอย่างให้ผู้จัดการทีม บางคนเล่นได้ต่ำกว่ามาตรฐานของลิเวอร์พูลมากๆ”
"มากกว่าปัญหาด้านฟุตบอลเพียงอย่างเดียว"
(โชต้ามีสัญญากับลิเวอร์พูลเหลืออีก 2 ปี ก่อนจะเสียชีวิต)
จอช เซกซ์ตัน แฟนลิเวอร์พูลที่ร่วมงานกับ The Anfield Wrap บอกกับ BBC Sport ว่า มีหลายเหตุผลที่ทำให้ฟอร์มทีมฤดูกาลนี้ตกลง
“นักเตะหลักหลายคนฟอร์มตก บางคนมีปัญหาความฟิต หรือบาดเจ็บ และขาดความต่อเนื่องจากฤดูกาลก่อน”
“ความไม่ต่อเนื่องส่วนใหญ่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงในตลาดซัมเมอร์ ซึ่งหลายอย่างก็จำเป็นต้องทำ และผมไม่คิดว่าแฟนลิเวอร์พูลจะรู้สึกเสียดายใครที่ย้ายออกไป ยกเว้นบางคนอย่างหลุยส์ ดิอาซ หรือคนที่มีโปรไฟล์คล้ายเทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ที่จากไปพร้อมความผูกพันทางอารมณ์มากกว่า”
“สิ่งที่ยากที่สุดคือหนึ่งในผู้เล่นที่เราสูญเสียไปในช่วงซัมเมอร์ เกิดจากเหตุการณ์ที่น่าเศร้าที่สุด — การจากไปอย่างกะทันหันของโชต้า ซึ่งไม่ใช่เพียงเรื่องฟุตบอลเท่านั้นที่ส่งผลกระทบ แต่ยังส่งผลทางจิตใจอย่างมหาศาล”
เซกซ์ตันกล่าวต่อว่า ปฏิกิริยาของ โมฮาเหม็ด ซาลาห์ หลังเกมเปิดฤดูกาลกับบอร์นมัธ แสดงให้เห็นว่า การเสียชีวิตของโชต้าได้ส่งผลถึงจิตใจของนักเตะทั้งทีม ไม่ว่าจะเป็นรุ่นเก่าหรือรุ่นใหม่
“คำไว้อาลัยและการร้องเพลงจากแฟนบอลเป็นการเฉลิมฉลองให้กับมนุษย์ที่ยอดเยี่ยมคนหนึ่งที่เราโชคดีได้เรียกว่า ‘คนของเรา’
แต่แน่นอน มันก็ยังปลุกความรู้สึกโศกเศร้าในใจ และไม่ง่ายเลยที่จะเล่นฟุตบอลในระดับสูงภายใต้สภาวะอารมณ์แบบนั้น”
“ถึงอย่างนั้น ลิเวอร์พูลก็ต้องเดินหน้าต่อไป ในฐานะแชมป์พรีเมียร์ลีกที่ทุกทีมหมายจะล้มให้ได้
ผมไม่เห็นว่าใครจะเล่นแบบหมดใจเวลาที่แฟนร้องเพลงไว้อาลัย แม้แต่ตอนเกมกับแมนฯ ยูไนเต็ด เพลงนั้นเริ่มช้ากว่าปกติ เพราะตอนนั้นโคดี้ กัคโป เกือบทำประตูได้ด้วยซ้ำ”
“แน่นอนว่ามันส่งผลโดยรวมต่อบรรยากาศทีม แต่เราทุกคนควรเข้าใจว่าแต่ละคนมีวิธีจัดการกับความเศร้าของตัวเองต่างกัน และควรให้พื้นที่แก่กันในการรับมือกับโศกนาฏกรรมครั้งนี้”
“มันเป็นฤดูกาลที่ยากอยู่แล้ว”
เมื่อต้นเดือนตุลาคม เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค กัปตันทีมลิเวอร์พูล กล่าวหลังพ่ายเชลซี 1-2 ถึงสถานการณ์การสูญเสียเพื่อนร่วมทีมว่า
“เราทุกคนรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าฤดูกาลนี้จะไม่ง่ายเลย
ไม่มีใครบอกว่ามันจะราบรื่น มันต้องมีขึ้นมีลงจากหลายเหตุผล และเราต้องไม่ลืมสิ่งเหล่านั้น สิ่งเดียวที่เราทำได้คือยืนหยัดไปด้วยกัน”
อดีตแบ็กซ้ายลิเวอร์พูล สตีเฟน วอร์น็อค พูดในรายการ Radio 5 Live เมื่อคืนวันพุธว่า
“คุณมีทีมที่ยังอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ภายในห้องแต่งตัว นักเตะใหม่ที่เพิ่งเข้ามาจะปรับตัวยังไงกับบรรยากาศแบบนั้น? มันเป็นเรื่องที่โหดร้ายมาก”
“แน่นอนว่ามันส่งผลกระทบ เพราะพวกเขาก็เป็นมนุษย์”
“ทุกครั้งที่ผมไปแอนฟิลด์หรือดูเกมลิเวอร์พูล จะได้ยินเพลงของดิโอโก้ โชต้าดังขึ้นหลังผ่านไป 20 นาที แล้วคุณจะเห็นเลยว่าช่วงนั้นเกมจะช้าลงประมาณ 5-10 นาที”
“นักเตะได้ยินเพลงนั้น แล้วจิตใจพวกเขาก็ล่องลอยไปถึงเพื่อนที่จากไป ในห้องแต่งตัว ตู้ล็อกเกอร์ของเขายังอยู่ที่เดิม — พวกเขาต้องเห็นสิ่งนั้นทุกวัน มันเป็นเครื่องเตือนใจตลอดเวลา ซึ่งไม่ง่ายเลย”
“บางคนอาจสามารถวางมันไว้ข้างหลังได้ แต่บางคนอาจไม่ — และมันอาจกลายเป็นภาระหนักที่แบกไว้บนบ่าของพวกเขา”
