โดคูคือฝันร้ายของหงส์แดง – วิเคราะห์จุดพังในระบบเพรสซิ่งของคล็อปป์
เกมที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ถล่ม ลิเวอร์พูล 3-0 ที่เอติฮัด สเตเดียม กลายเป็นโชว์ของ เจเรมี โดกู (Jeremy Doku) อย่างเต็มรูปแบบ ปีกทีมชาติเบลเยียมเล่นได้อย่างสุดยอด — เร็ว ดุดัน และกล้าเลี้ยงทุกจังหวะ แต่ความจริงอีกด้านคือ แท็กติกของลิเวอร์พูล เองที่ช่วย “เปิดประตู” ให้เขาได้เล่นอย่างอิสระจนแทบไม่มีใครหยุดได้
ปัญหาที่ฝั่งขวา: ไม่มีซาล่าช่วยเกมรับ = โดกูเล่นเพลิน
แดนนี่ เมอร์ฟี่ วิเคราะห์ว่า ปัญหาหลักของลิเวอร์พูลในเกมนี้คือ “ฝั่งขวา” ซึ่งเปิดโล่งให้โดกูเล่นงานตลอดทั้ง 90 นาที
เนื่องจาก โมฮาเหม็ด ซาล่าห์ (Mohamed Salah) ไม่ได้ถูกสั่งให้ลงมาช่วยเกมรับตามสไตล์ที่คุ้นเคย ทำให้ คอนเนอร์ แบรดลีย์ (Conor Bradley) ต้องรับศึกหนักเพียงลำพัง ต้องคอยรับมือทั้งโดกูและ นิโก โอไรลีย์ (Nico O’Reilly) ที่เติมขึ้นมาซ้อนทางฝั่งนั้น
“ผมรู้สึกสงสารแบรดลีย์ เขาต้องรับมือกับสองคนพร้อมกันตลอดเวลา และมันแทบเป็นไปไม่ได้เลยที่จะเอาอยู่”
“ลิเวอร์พูลปล่อยให้เขาอยู่โดดเดี่ยวเกินไป เพราะซาล่าห์ยืนสูงเกิน และไม่ยอมลงมาปิดพื้นที่”
ผลลัพธ์คือ ซิตี้โจมตีด้านซ้ายของพวกเขาตลอดทั้งเกม — มากถึง 52% ของการบุกทั้งหมดของแมนฯ ซิตี้ มาจากฝั่งโดกูและโอไรลีย์
“โดกูอยู่ในฟอร์มที่หยุดไม่อยู่”
โดกูคือผู้เล่นที่ดีที่สุดในสนามอย่างไม่มีข้อกังขา เขาเลี้ยงผ่านสำเร็จมากที่สุด, สัมผัสบอลในกรอบเขตโทษมากที่สุด, ยิงเข้ากรอบมากที่สุด และยังเป็นคนสร้างจุดโทษให้ทีมได้อีกด้วย
“นี่คือฟอร์มที่ดีที่สุดของโดกูตั้งแต่ใส่เสื้อแมนฯ ซิตี้” เมอร์ฟี่เขียน
“เขาเล่นด้วยความมั่นใจสุดขีด แต่ระบบของลิเวอร์พูลกลับช่วยให้เขาเล่นง่ายขึ้นกว่าเดิม”
ลิเวอร์พูลแทบไม่มีช่วงเวลาใดเลยที่สามารถ “ดับเครื่อง” ของเขาได้ เพราะแบรดลีย์ต้องตัดสินใจตลอดเวลาว่าจะตามโดกู หรือจะหันไปจับโอไรลีย์ที่เติมเข้ามาในกรอบเขตโทษแทน
จุดพลาดที่ควรเห็นตั้งแต่ก่อนเกม
สิ่งที่เมอร์ฟี่แปลกใจที่สุดคือ ลิเวอร์พูล “ไม่เตรียมแผนสำรอง” รับมือจุดนี้เลย
“โอไรลีย์ขึ้นสูงและขยับเข้ามาเป็นกองหน้าที่สองบ่อยมาก มันชัดเจนว่าซิตี้จะโจมตีจากฝั่งนั้นแน่ แต่ผมไม่เข้าใจว่าทำไมลิเวอร์พูลถึงไม่ปรับแท็กติกแม้เห็นว่ากำลังโดนเล่นงาน”
“เมื่อซาล่าห์ไม่ลงช่วย ทำให้แบรดลีย์ต้องเผชิญกับสองคน ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่คุณไม่มีวันชนะในระดับนี้”
กราเฟนแบร์ช (Gravenberch) เองก็ช่วยไม่ได้ เพราะถ้าลงมาช่วยทางขวาเร็วเกินไป จะเปิดช่องกลางให้ ฟิล โฟเด้น และ ไรอัน แชร์กี ได้เล่นบอลอย่างอิสระแทน
ในที่สุด ลิเวอร์พูลก็ “โดนแยกชิ้น” ทั้งแนวรุกและแนวรับ จนไม่สามารถหาทางหยุดเกมรุกของซิตี้ได้เลย
ประตูของโดกู: ตัวอย่างคลาสสิกของระบบที่ล่ม
ในจังหวะที่โดกูยิงประตูสุดสวยโค้งเข้าเสาไกลในครึ่งหลัง — ทุกอย่างเกิดขึ้นจากปัญหาเดิม
- กราเฟนแบร์ช ต้องคุมโฟเด้นตรงกลาง
- โอไรลีย์หลุดขึ้นทางกรอบเขตโทษด้านซ้าย
- แบรดลีย์ต้องเลือกว่า จะเข้าประกบโอไรลีย์หรือรอดักโดกู
- ผลคือ โดกูได้บอลโล่งและปั่นเสียบมุมสุดสวย
“มันคือภาพซ้ำของสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งเกม — ลิเวอร์พูลโดนแยกออกเป็นส่วนๆ แล้วถูกลงโทษ”
ปัญหาไม่ใช่แค่โดกู
เมอร์ฟี่ยังชี้ว่าลิเวอร์พูล “เล่นช้าทั้งรุกและรับ” ขาดความดุดัน และไม่ได้เพรสซิ่งได้ดีเหมือนในเกมกับแอสตัน วิลล่าหรือเรอัล มาดริด
แม้จะมีคนอ้างว่าพวกเขาเหนื่อยจากเกมยุโรปกลางสัปดาห์ แต่เมอร์ฟี่ไม่เห็นด้วย
“แมนฯ ซิตี้เองก็เพิ่งเล่นแชมเปียนส์ลีกเหมือนกัน และยังดูสดกว่าเยอะ นั่นไม่ใช่ข้ออ้าง”
เขายังย้ำว่า แม้จังหวะประตูตีเสมอของ เวอร์จิล ฟาน ไดจ์ค จะถูกยกเลิกแบบค้านสายตา แต่ผลนั้นไม่ได้เปลี่ยนความจริง — ซิตี้เหนือกว่าทุกด้าน
