โปเช็ตติโน่เล่นกลหรือเล่นเสี่ยง? หลังเปลี่ยนนักเตะถึง 85 ครั้งใน 16 เกม
เชลซีหมุนเวียนทีมมากเกินไปหรือเปล่า?
“สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี กำลังถูกตั้งคำถามถึงแนวทางการจัดทีมที่มีการเปลี่ยนผู้เล่นจำนวนมากแทบทุกนัดในฤดูกาลนี้
จนถึงตอนนี้ พวกเขาคือสโมสรที่ เปลี่ยนรายชื่อตัวจริงมากที่สุดในพรีเมียร์ลีก โดยใน 16 นัดรวมทุกรายการ มีการปรับเปลี่ยนถึง 85 ครั้ง
และหลังเกม ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก เมื่อคืนวันพุธ ที่เชลซีทำได้เพียง เสมอคาราบัก 2-2 แบบหวุดหวิด มีเสียงวิจารณ์เพิ่มขึ้นว่าการหมุนทีมแบบนี้ “อาจมากเกินไป”
การหมุนทีมที่ดูจะเริ่มส่งผลเสีย
ในเกมที่สนาม Tofiq Bahramov Stadium กรุงบากู เชลซีเกือบพ่ายแพ้ทีมเล็กอย่างคาราบัก ซึ่งมีมูลค่ารวมทีมเพียง 22 ล้านปอนด์ (เฉลี่ยผู้เล่นคนละไม่ถึง 1 ล้านปอนด์)
ขณะที่เชลซีมีทีมที่รวมมูลค่ากว่า 1,000 ล้านปอนด์ แต่กลับเล่นได้ต่ำกว่ามาตรฐาน โดยเฉพาะในครึ่งแรก
เชลซีออกนำก่อนจาก เอสเตวาโอ วิลเลียน แต่ความผิดพลาดของแนวรับ จอร์เรล ฮาโต ทำให้คาราบักยิงแซงนำจาก เลอันโดร อันดราเด้ และ มาร์โก ยานโควิช
ก่อนที่ตัวสำรอง อเลฮานโดร การ์นาโช่ จะช่วยยิงตีเสมอให้เชลซีในต้นครึ่งหลัง
นั่นคือเกมที่ “ป่วนและไร้ระบบ” ซึ่งแตกต่างจากนัดก่อนที่พวกเขาชนะสเปอร์ส 1-0 อย่างสิ้นเชิง
มาเรสก้าปรับทีมอีกแล้ว – เปลี่ยน 7 ตัวจริง 5 นัดติดต่อกัน
ในเกมนี้ เชลซีมีนักเตะที่ได้ออกสตาร์ตจากเกมที่แล้วเพียง 4 คนเท่านั้น ได้แก่
โรเบิร์ต ซานเชซ, รีซ เจมส์, มาร์ก กูกูเรญ่า และเชา เปโดร
นี่ถือเป็นนัดที่ 5 ติดต่อกัน ที่ เอ็นโซ่ มาเรสก้า ผู้จัดการทีมเชลซี เปลี่ยนตัวผู้เล่นตัวจริงอย่างน้อย 7 คน
และเมื่อรวมทุกรายการ พวกเขามีการเปลี่ยนทีมมากที่สุดในพรีเมียร์ลีกตอนนี้ – 85 ครั้งใน 16 เกม
ทำให้แฟนบอลบางส่วนเริ่มเรียกเขาว่า “ติงเกอร์แมน” (Tinkerman) ซึ่งเป็นฉายาที่เคยใช้ล้อเลียน เคลาดิโอ รานิเอรี อดีตกุนซือเชลซี
มาเรสก้ายืนยัน – “ทุกการเปลี่ยนมีเหตุผล”
“เวลาที่เราหมุนทีม มันไม่ใช่เพราะอยากเปลี่ยนเฉย ๆ แต่เพราะเราคิดว่าแผนการกับผู้เล่นชุดนั้นคือทางเลือกที่ถูกต้อง” มาเรสก้ากล่าวหลังเกม
“เราเริ่มต้นเกมได้ดี ยิงนำก่อน แต่กลับเสียสองประตูที่ไม่น่าจะเสียได้
ในกรอบเขตโทษของคู่แข่ง เราไปถึงบ่อย แต่ยังไม่เฉียบขาดพอ”
“ครึ่งหลังเราดีขึ้นมาก แต่ทุกเกมคือโอกาสให้นักเตะแต่ละคนพิสูจน์ว่าทำไมพวกเขาถึงอยู่ที่นี่”
ความไม่สม่ำเสมอของทีม – ผลลัพธ์จากการหมุนเวียนมากเกินไป?
ผลงานของเชลซีในฤดูกาลนี้ “เดาทางไม่ได้เลย”
บางเกมเล่นยอดเยี่ยมกับทีมใหญ่ แต่บางเกมกลับสะดุดกับทีมเล็ก
โดยในเกมใหญ่ นักเตะอย่าง มอยเซส ไกเซโด้, เอ็นโซ่ แฟร์นันเดซ และ การ์นาโช่ มักจะได้ลงตัวจริง
แต่เนื่องจากปัญหาความฟิตของทั้งสาม รวมถึง เลียม เดแล็ป กองหน้าที่เพิ่งกลับมาจากอาการบาดเจ็บ ทำให้มาเรสก้าต้องคอยหมุนเวียนใช้งาน
นอกจากนี้ ทีมยังขาดผู้เล่นตัวหลักอย่าง โคล พาล์มเมอร์ และ เลวี โคลวิลล์ ที่ยังเจ็บอยู่
อีกหนึ่งเหตุผลคือ ฤดูกาลก่อน เชลซีต้องลงเล่นยาวถึง 13 เดือนเต็ม เพราะมีรายการ สโมสรโลก (Club World Cup) ในเดือนกรกฎาคม
ซึ่งทำให้พวกเขาแทบไม่มีช่วงปรีซีซั่น (ได้ซ้อมกันไม่ถึง 2 สัปดาห์ก่อนเปิดฤดูกาล)
มาเรสก้า: “นักเตะต้องได้พัก – พวกเขาไม่สามารถลงทุก 3 วันได้”
“เรามีนักเตะหลายคนที่ต้องพัก เช่น เอ็นโซ่, ไกเซโด้, มาโล กุสโต้ และอีกหลายคน เพราะพวกเขาไม่สามารถเล่นได้ทุก ๆ 3 วัน” มาเรสก้ากล่าว
“ฤดูกาลที่แล้วมันหนักมาก การได้แชมป์สโมสรโลกทำให้โปรแกรมแน่นขึ้น เราจำเป็นต้องโรเตชัน”
“ตอนเราชนะ ไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้เลย แต่พอไม่ชนะ ทุกคนก็พูดว่าผมเปลี่ยนทีมมากเกินไป”
เขากล่าวเสริมว่า ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือ “ฟื้นฟูสภาพทีมให้ทันเกมสุดสัปดาห์นี้”
แต่ทีมคู่แข่งอย่างอาร์เซน่อลและสเปอร์สกลับเลือก “ความต่อเนื่อง”
ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้ง อาร์เซน่อล และ สเปอร์ส ใช้นักเตะชุดเดิมต่อเนื่องในเกมลีกและยุโรป
เพื่อสร้าง “ความเชื่อมโยงและจังหวะทีม” แม้ผลลัพธ์ของทั้งคู่จะต่างกัน
ขณะที่เชลซีกลับส่งดาวรุ่งอายุน้อยหลายคนลงสนามในเกมยุโรป เช่น
เจมี่ กิทเทนส์, ไทริก จอร์จ, และ อันเดรย์ ซานโตส ซึ่งต่างมีอายุเพียง 21 ปีหรือน้อยกว่า
แต่ยังขาดประสบการณ์ในเวทียุโรป
โรเมโอ ลาเวีย ก็ได้ลงตัวจริงเกมนี้ แต่กลับบาดเจ็บหลังเล่นได้เพียง 4 นาที
และจากข้อมูลของ Transfermarkt เขามีอาการบาดเจ็บถึง 10 ครั้งในรอบ 2 ปี
พลาดไป 87 นัด และยังไม่เคยเล่นครบ 90 นาทีเต็มให้เชลซีเลยแม้แต่นัดเดียว
นักวิเคราะห์ยุโรปชี้ – “หมุนทีมมากเกินไปใช้ไม่ได้ในแชมเปียนส์ลีก”
ฌูเลียง โลร็องส์ (Julien Laurens) ผู้เชี่ยวชาญฟุตบอลยุโรปจาก BBC วิเคราะห์ว่า
“ฤดูกาลก่อน การหมุนทีมของเชลซีได้ผล เพราะพวกเขาเล่นในถ้วยเล็กอย่างคอนเฟอเรนซ์ลีก
แต่ปีนี้มันต่างออกไป เพราะต้องรับมือทั้งพรีเมียร์ลีกและแชมเปียนส์ลีก ซึ่งต้องใช้ความต่อเนื่องมากกว่านั้น”
“เกมนี้แสดงให้เห็นว่าการเปลี่ยนทีมมากเกินไปใช้ไม่ได้ในเวทีใหญ่แบบนี้
ถึงแม้พวกเขายังมีลุ้นเข้ารอบ แต่ผลเสมอแบบนี้ดูไม่ดีเลย”
“คุณจะเห็นได้เลยว่า แม้แต่ทีมที่มีขนาดใหญ่กว่ามากอย่างแมนเชสเตอร์ ซิตี้ หรืออาร์เซน่อล
ทั้งเป๊ป กวาร์ดิโอล่า และมิเกล อาร์เตต้า ก็ไม่หมุนทีมมากขนาดนี้ เพราะรู้ว่าความต่อเนื่องคือกุญแจสำคัญ”
โลร็องส์กล่าวเพิ่มเติมว่า การหมุนทีมของมาเรสก้า “ส่งผลให้ทีมเล่นไม่คงเส้นคงวา”
“มันเข้าใจได้ที่เขาต้องการให้ผู้เล่นสดและไม่ล้า
แต่พอเปลี่ยนมากเกินไป มันกลายเป็นผลเสียแทน”
“วันนี้เขาต้องเปลี่ยนเอาไกเซโด้ลงมาแทนลาเวียที่เจ็บ
แล้วครึ่งหลังก็ต้องส่งผู้เล่นหลักอีกสามคนลงมาช่วย เพราะทีมตามหลัง”
“สุดท้ายแล้ว การเปลี่ยนมากเกินไปเป็นสิ่งที่ย้อนกลับมาทำร้ายทีม แม้แต่กับสโมสรใหญ่ที่สุดก็ตาม”
