เอเดร์ ซาราเบีย กับภารกิจพิสูจน์ตัวเองในลาลีกา หลังถูกทีมเก่ามองข้าม
หลังจากห่างหายจากลีกสูงสุดของสเปนไปนานถึงสองปี สโมสร เอลเช่ (Elche) ก็สามารถเลื่อนชั้นกลับสู่ลาลีกาได้อีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่ ด้วยการถล่ม เดปอร์ติโบ ลา คอรุนญา 4-0 เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
ในฐานะเมืองใหญ่อันดับ 3 ของแคว้นบาเลนเซีย และอันดับ 20 ของประเทศสเปน เอลเช่ไม่ใช่ทีมเล็กที่ “เกินตัว” อย่างที่นักวิเคราะห์มักชอบพูดกันนัก
แต่แม้กระนั้น ผู้เชี่ยวชาญหลายคนกลับยกให้พวกเขา — พร้อมกับ เรอัล โอเบียโด — เป็นตัวเต็งที่จะ “ตกชั้นทันที” หลังกลับมาเล่นในลีกสูงสุด
อย่างไรก็ตาม หลังผ่านไปกว่าหนึ่งในสี่ของฤดูกาล คำทำนายนั้นดูจะ ผิดถนัด
ทีมของ เอเดร์ ซาราเบีย (Eder Sarabia) ทำผลงานได้ยอดเยี่ยม รั้งอันดับ 8 ของลาลีกาหลังผ่านไป 10 นัด (ชนะ 3 เสมอ 5 แพ้ 2)
สุดสัปดาห์นี้ พวกเขาจะบุกเยือน บาร์เซโลนา — และสำหรับซาราเบีย เกมนี้มีความหมายพิเศษ เพราะนี่คือการกลับไปยังสโมสรเก่าที่เขาเคยเป็นผู้ช่วยโค้ชเมื่อปี 2020
เอเดร์ ซาราเบีย คือใคร?
คำกล่าวที่ว่า “ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้น” อาจไม่ตรงนักสำหรับซาราเบีย เพราะแม้เขาจะสืบสายเลือดจากตำนานลูกหนัง มานู ซาราเบีย (Manu Sarabia) อดีตกองหน้าผู้ยิ่งใหญ่ของ แอธเลติก บิลเบา ที่พาทีมคว้าแชมป์ลีก 2 สมัยติด (1982–1984) และดับเบิ้ลแชมป์ในปี 1983–84
แต่เอเดร์กลับไม่สามารถไปถึงระดับเดียวกับพ่อ เขาเล่นฟุตบอลได้สูงสุดเพียง ดิวิชัน 3 เท่านั้น
“ผมคิดว่าตัวเองจะได้เป็นนักฟุตบอล แต่สุดท้ายมันไม่เป็นอย่างนั้น”
“ผมหันมาทำงานโค้ชแทน และรู้สึกเติมเต็มตั้งแต่เริ่มต้นเลย”
“พ่อแม่เคยกลัวว่าผมจะเสียใจที่ไม่ได้เป็นนักเตะอาชีพ แต่พอเห็นผมมีความสุขกับการเป็นโค้ช พวกเขาก็โล่งใจ”
แม้เส้นทางนักฟุตบอลจะจบเร็ว แต่แม่ของเขาก็มีส่วนสำคัญในการชี้ทางชีวิต — เธอเป็นคนโน้มน้าวให้เขาเรียน “วิศวกรรมศาสตร์” แทนที่จะเรียนพลศึกษา
“เราไม่เคยขัดสนอะไร แต่ถ้าผมอยากได้รถ ก็ต้องทำงานเองถึงจะได้มันมา”
“หลังเรียนจบวิศวะ ผมอยากเรียนต่อปริญญาโท แต่พ่อแม่บอกว่า — ไปทำงานก่อน”
ซาราเบียจึงเริ่มทำงานในซูเปอร์มาร์เก็ตที่บิลเบา ตั้งแต่พนักงานเรียงของจนถึงหัวหน้าแผนกผลไม้
เขากล่าวย้อนความว่า
“ประสบการณ์พวกนั้นสอนให้ผมรู้จักคุณค่าของสิ่งต่าง ๆ ว่าแต่ละอย่างต้องใช้ความพยายามแค่ไหน และทุกอย่างในชีวิตล้วนมีสิ่งให้เรียนรู้”
เส้นทางสู่เอลเช่
ซาราเบียเลิกเล่นฟุตบอลตั้งแต่อายุเพียง 24 ปี แล้วหันไปสอนเด็กในอะคาเดมีท้องถิ่นชื่อ Cruces ก่อนจะย้ายไปทำงานกับทีมเยาวชนของ Danok Bat หนึ่งในสโมสรพัฒนาเยาวชนที่สำคัญของแคว้นบาสก์
ปี 2011 เขาได้เข้าร่วมสโมสร บียาร์เรอัล (Villarreal) และหลังจากทำงานกับทีมเยาวชนหลายชุด ในปี 2013 เขาก็ได้รับตำแหน่งหัวหน้าโค้ชของทีม บียาร์เรอัล C
ช่วงเวลานั้นเอง เขาได้พบกับบุคคลสำคัญในชีวิต — กิเก้ เซเตียน (Quique Setién) อดีตเพื่อนร่วมทีมของพ่อเขา ที่ภายหลังกลายเป็นเหมือน “พ่อคนที่สอง” ทางสายอาชีพ
“พ่อและกิเก้คือสองคนที่มีอิทธิพลต่อผมมากที่สุดในฟุตบอล”
“ผมรู้จักกิเก้มาตั้งแต่ 8 ขวบ เขาเป็นเพื่อนซี้ของพ่อ และเราก็สนิทกันมาตลอด”
ขณะซาราเบียทำทีมเยาวชนอยู่ที่บียาร์เรอัล เขามักติดต่อกับเซเตียนซึ่งตอนนั้นคุมทีม ลูกโก้ (Lugo) เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องฟุตบอล
เมื่อเซเตียนย้ายไปคุม ลาส ปัลมาส (Las Palmas) ในปี 2015 เขาก็โทรชวนซาราเบียให้มาเป็นผู้ช่วยทันที
หลังจากนั้น เมื่อเซเตียนย้ายไป เรอัล เบติส และต่อมาที่ บาร์เซโลนา ในปี 2020 ซาราเบียก็ตามไปทำงานด้วยทุกครั้ง
“บทเรียนราคาแพง” ที่บาร์เซโลนา
ตอนที่ซาราเบียร่วมงานกับเซเตียนในบาร์เซโลนา ทีมยังนำโดย ลิโอเนล เมสซี่
แต่ช่วงเวลานั้นกลับเต็มไปด้วยแรงกดดันและปัญหาภายใน
เขาถูกสื่อสเปนกล่าวหาว่าเป็น “ต้นตอ” ของความแตกแยกระหว่างห้องแต่งตัวกับสตาฟโค้ช โดยเหตุการณ์หนึ่งที่เป็นข่าวใหญ่คือ เกมกับ เซลตา บีโก้ ที่กล้องจับได้ว่าเมสซี่เมินเขาระหว่างยืนข้างสนาม
ซาราเบียยอมรับภายหลังว่ามีการโต้เถียงจริงหลังเกมนั้น
แต่ถึงอย่างนั้น เขายังพูดถึงเมสซี่ด้วยความเคารพเสมอ
“ลีโอไม่ใช่แค่ดีที่สุดตลอดกาล แต่เขายังเข้าใจฟุตบอลได้ลึกซึ้งที่สุดด้วย”
“เขาเกลียดการแพ้ ไม่ว่าจะเป็นตอนซ้อมหรือแข่งจริง เขาอยากให้ทีมดีขึ้นเสมอ”
“เขาฝันอยากคว้าแชมป์แชมเปียนส์ลีกอีกครั้ง และนั่นคือแรงผลักดันของเขา”
แม้การทำงานที่บาร์เซโลนาจะจบลงในเวลาเพียง 7 เดือน หลังเซเตียนถูกปลด แต่ซาราเบียมองว่า
“มันคือบทเรียนสำคัญในชีวิตโค้ชของผม”
เส้นทางใหม่กับเอลเช่ – “อยากทิ้งมรดกไว้ให้สโมสร”
หลังจากคุมทีม เอฟซี อันดอร์รา ของเคราร์ด ปิเก้ อยู่ 3 ฤดูกาล ซาราเบียก็ตัดสินใจรับงานคุม เอลเช่ ในดิวิชัน 2 เมื่อปีที่แล้ว
เพียงปีเดียว เขาพาทีมเลื่อนชั้นกลับลาลีกา และได้รับสัญญาใหม่จนถึงปี 2027
แม้ทีมจะสะดุดเล็กน้อยใน 3 นัดหลัง (แพ้ 2 เสมอ 1)
แต่สไตล์การเล่นของเอลเช่ภายใต้การคุมทีมของซาราเบีย — ที่เน้นเกมรุก กล้าได้กล้าเสีย และปรับแท็กติกยืดหยุ่น — ทำให้หลายฝ่ายมั่นใจว่าพวกเขาจะอยู่รอดแน่นอน
“เรามีแนวคิด มีโมเดลการเล่นที่ชัดเจน แต่เราไม่เคยเล่นเหมือนเดิมทุกนัด”
สิ่งที่เขายึดมั่นที่สุดคือ “ความซื่อสัตย์ของผู้เล่น”
“ในภาษาบาสก์ มีคำว่า ‘Jatorra’ หมายถึงการเป็นคนดี เล่นอย่างมีน้ำใจ ไม่โกง”
“ฟุตบอลไม่ใช่เรื่องของการเอาชนะด้วยวิธีใดก็ได้ — นั่นคือสิ่งที่พ่อสอนผม”
ซาราเบียเชื่อว่า ฟุตบอลควรเป็นมากกว่าผลการแข่งขันหรือการซื้อขายนักเตะ
“ผมคิดถึงการเติบโตของสโมสร ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว”
“ถ้าได้อยู่ไปตลอดชีวิตก็ดี แต่ถึงอยู่แค่ 6 เดือน หรือ 3 ปี ผมก็อยากทิ้งร่องรอยไว้ให้สโมสรพัฒนาและเติบโตต่อไป”
สรุป
จากอดีตผู้ช่วยโค้ชที่ถูกมองข้ามที่บาร์เซโลนา
วันนี้ เอเดร์ ซาราเบีย กลายเป็นหนึ่งใน “โค้ชรุ่นใหม่ไฟแรง” ของลาลีกา
เขาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความล้มเหลวในอดีตอาจเป็นเพียง “ต้นทุนของความสำเร็จ”
และเอลเช่ภายใต้การนำของเขา คือหลักฐานว่าฟุตบอลสมัยใหม่ ยังมีพื้นที่ให้ “ความซื่อสัตย์และความหลงใหล” เดินเคียงข้างกันได้อย่างสวยงาม
