ภาพจำที่ติดตาที่สุดของการคุมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นเวลา 14 เดือนของ รูเบน อาโมริม อาจหนีไม่พ้นภาพที่เขานั่งหลบอยู่ในซุ้มม้านั่งสำรองที่สนามกริมส์บี
เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม ระหว่างเกมคาราบาว คัพ ที่ยูไนเต็ดบุกไปเยือนเมืองชายทะเล และกลายเป็นค่ำคืนที่เลวร้ายสุด ๆ เมื่อพวกเขาพ่ายแพ้แบบน่าอับอาย 12-11 ในการดวลจุดโทษ นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรที่แมนฯ ยูไนเต็ด แพ้ให้กับทีมจากลีกระดับสี่
คำพูดหลังเกมของอาโมริม ฟังดูเหมือนคนที่กำลังจะยอมรับว่างานนี้ใหญ่เกินตัว ก่อนที่เขาจะถอยคำพูดของตัวเองในอีกไม่กี่วันถัดมา โดยอ้างว่าอารมณ์มักจะอยู่เหนือเหตุผล และทำให้เขาพูดอะไรไม่เหมาะสมออกสื่อไป
แต่เขาไม่ได้หยุดแค่นั้น
เช่นเดียวกับหลาย ๆ ด้านในตัวตนของเขา เมื่ออาโมริมเลือกเส้นทางแล้ว เขาจะไม่เปลี่ยน และสิ่งนั้นเองที่กลายเป็นส่วนหนึ่งของความล่มสลาย
นักวิจารณ์คนหนึ่งที่ใกล้ชิดกับห้องแต่งตัวกล่าวเป็นการส่วนตัวว่า อาโมริมอาจจะน่าฟังยามพูดกับสื่อ แต่สิ่งเดียวที่เขาทำได้ดีจริง ๆ ก็คือการพูด นี่คือคำวิจารณ์ที่รุนแรง และอาจไม่ยุติธรรมเสียทีเดียว
เกมสุดท้ายของอาโมริมคือผลเสมอ 1-1 กับลีดส์ ซึ่งทำให้ยูไนเต็ดยังอยู่อันดับ 6 ในพรีเมียร์ลีก ถือว่าน่าพอใจในเชิงผลงาน แต่ถูกกลบด้วยพาดหัวข่าวจากคำพูดของเขาต่อสื่อ
การให้สัมภาษณ์ครั้งแรกในวันศุกร์ของเขา มีการยอมรับแบบอ้อม ๆ ว่ามีความแตกแยกเกิดขึ้นหลังฉาก และหลังเกม เขาก็ยิงคำพูดแรงเป็นครั้งสุดท้าย พร้อมประโยคว่าเขา “จะไม่ลาออก”
นั่นหมายความว่า ยูไนเต็ดต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
สนับสนุนอาโมริม หรือปลดเขา
เมื่อแท็กติกยังเป็นปัญหา และผู้บริหารไม่พอใจอย่างชัดเจนกับการจัดการนักเตะอะคาเดมี รวมถึงการวิจารณ์แข้งตัวหลักต่อสาธารณะ การตัดสินใจจึงไม่ยาก
BBC Sport พาไปเจาะลึกเบื้องหลังยุคของรูเบน อาโมริม ในฐานะ “เฮดโค้ช” ไม่ใช่ผู้จัดการทีม และอธิบายว่าทุกอย่างมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร
โป๊ป แผน 3-4-3 และจุดเริ่มต้นของจุดจบ
การแต่งตั้งอาโมริมถูกมองว่าเป็นก้าวที่ทันสมัยของสโมสร เป็นการดึงโค้ชที่เหมาะกับโครงสร้างฟุตบอลยุคใหม่เข้ามา
แต่โค้ชวัย 40 ปีมาพร้อมแผนการเล่นที่ตายตัว — 3-4-3 — ซึ่งเขาใช้ประสบความสำเร็จกับสปอร์ติ้ง
ยิ่งถูกถาม เขายิ่งยืนยันหนักแน่นว่า การเปลี่ยนแปลงจะทำลายความเชื่อมั่นของนักเตะ และทำให้พวกเขาคิดว่าเขาไม่เชื่อในสิ่งที่ตัวเองสื่อสาร
เขาเคยถึงขั้นพูดว่า ต่อให้ “พระสันตะปาปา” มาขอ เขาก็จะไม่เปลี่ยนระบบ
เดือนตุลาคม อาโมริมยอมรับว่าเขาต้องบอกนักเตะซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้เมินเสียงภายนอกที่เรียกร้องให้เลิกใช้แผนนี้
“สื่อจะมากำหนดว่าผมต้องทำอะไรไม่ได้
แต่นักเตะฟังพวกคุณ และมันเข้าไปอยู่ในหัวพวกเขา เพราะเราไม่ชนะ
พวกเขาต้องเชื่อผม เพราะผมดูฟุตบอลมากกว่าพวกคุณทุกคนรวมกัน”
ทุกอย่างชัดเจนขึ้นในวันที่ 30 ธันวาคม
สี่วันหลังจากเปลี่ยนมาเล่นหลังสี่แล้วชนะนิวคาสเซิล 1-0 เขากลับไปใช้กองหลังสามทันทีในเกมกับวูล์ฟส์
แพทริก ดอร์กู ถูกขยับจากตำแหน่งเกมรุกฝั่งขวาที่ทำผลงานดี ไปเล่นวิงแบ็กซ้าย
แฟนบอลทั้งงง ทั้งผิดหวัง
ยิ่งไปกว่านั้น ยูไนเต็ดกำลังเจรจาคว้า อองตวน เซเมนโย จากบอร์นมัธ โดยสัญญาว่าจะให้เล่นปีกซ้าย ซึ่งสะท้อนว่าผู้บริหารมองอนาคตต่างจาก 3-4-3 อย่างชัดเจน
ผลเสมอวูล์ฟส์ 1-1 กับทีมที่มีแค่ 2 แต้มทั้งฤดูกาล และเสียงโห่ไล่หลังเกม ทำให้สถานการณ์ย่ำแย่ลงไปอีก
เจสัน วิลค็อกซ์ ผู้อำนวยการเทคนิค เข้าพูดคุยเป็นการส่วนตัว กระตุ้นให้อาโมริมยืดหยุ่นทางแท็กติกมากขึ้น
แต่ในเกมถัดไปกับลีดส์ ยูไนเต็ดก็ยังเล่นหลังสาม
ความสัมพันธ์กับผู้บริหารพังลงเรื่อย ๆ
อาโมริมมองว่านี่คือการแทรกแซง
ยูไนเต็ดมองว่านี่คือ “ฟีดแบ็กตามปกติ”
สถานการณ์ถึงทางตัน
เช้าวันจันทร์ที่แคร์ริงตัน วิลค็อกซ์ และ โอมาร์ เบอร์ราดา ซีอีโอ แจ้งอาโมริมว่าเขาถูกปลดจากตำแหน่ง
การเตรียมทีม ความแปลก และจุดที่ไปไม่รอด
แม้ผลงานขึ้น ๆ ลง ๆ นักเตะส่วนใหญ่ยังอยู่ข้างเขา (ยกเว้นกลุ่ม “บอมบ์สควอด” ที่ถูกแยกซ้อม)
อาโมริมมีความละเอียดในการซ้อม
เคยอธิบายกับ ค็อบบี้ เมนู อย่างละเอียดว่าต้องก้าวกี่ก้าว เปิดมุมร่างกายอย่างไร
ทฤษฎีดี
แต่ฟุตบอลจริงไม่เดินตามสคริปต์
การใช้งาน เมสัน เมาท์ เป็นวิงแบ็กซ้าย ถูกแกรี เนวิลล์ วิจารณ์อย่างหนัก
และเป็นอีกจุดที่สะท้อนปัญหา
